6 วิธีสู่ "ครัวไร้ขยะ" ลดอาหารเหลือทิ้ง ลดโลกร้อน

เปิบข้าวทุกคราวคำ
จงสูจำเป็นอาจิณ
เหงื่อกูที่สูกิน
จึงก่อเกิดมาเป็นคน...

บทกลอนของจิตร ภูมิศักดิ์ที่เราท่องกันจนติดหูในสมัยเด็ก ทำเราให้ติดนิสัยมาตั้งแต่นั้นว่า "กินอะไรต้องกินให้หมดจาน" ไม่ให้เหลือข้าวแม้แต่เมล็ดเดียว แต่ก็ดูเหมือนว่าการรณรงค์กินอาหารให้เกลี้ยงทุกจาน อาจจะไม่พอกับสถานการณ์วิกฤติขยะและอาหารเหลือทิ้งที่เกิดขึ้นบนโลกของเราตอนนี้เสียแล้ว

ในสหรัฐอเมริกา พลังงาน แรงงานและเงินจำนวนมากถูกลงทุนไป เพื่อใช้ในการสร้างผลผลิต ขนส่งและเพื่อแช่เย็นถนอมความสด แต่ร้อยละ 40 ของผลิตผลกลับมีจุดจบที่ถังขยะ

สำหรับประเทศไทย อัตราการผลิตขยะต่อคนต่อวันสูงขึ้นต่อเนื่องทุกปี จาก 1.03 กิโลกรัมต่อคนต่อวันในปี 2551 เป็น 1.15 กิโลกรัมต่อคนต่อวันในปี 2556

ร้อยละ 64 คือ ขยะอาหารที่ปนเปื้อนและตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อม ทางด้านสถานการณ์อาหารของโลกพบว่า มีการสูญเสียและทิ้งขว้างอาหารตลอดห่วงโซ่อุปทาน 1.3 ล้านตันต่อปี โดยเฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่สูญเสียผักผลไม้สดประมาณครึ่งหนึ่งไประหว่างทางจากฟาร์มสู่ตลาด ในขณะเดียวกับที่ประชากร 1 ใน 8 ของโลกกำลังกลายเป็นคนอดอยากและต้องการอาหารอย่างเร่งด่วน

หนังสือ "คู่มือครัวไร้ขยะ" ได้เขียนถึงวิธีที่จะลดละการทิ้งเศษอาหารในครัว ที่พวกเราทุกคนมีส่วนในการสร้างขยะอยู่ทุกวัน

โดยรวมแล้วผู้บริโภคคือสาเหตุของอาหารเหลือทิ้งมากกว่าเกษตรกร ร้านชำ หรือกระบวนการขนส่ง ผักกาดเหี่ยวๆ กับอาหารเหลือที่ไม่ได้เอาออกมากินต่อ หนังสือเล่มนี้ผลจากการทดลองด้วยวิธีทางวิทยาศาสตร์ที่จะทำให้คุณแปลกใจกับการเปลี่ยนแปลง

ดานา กันเดอร์ หนึ่งในทีมนักวิทยาศาสตร์ สังกัดสภาป้องกันทรัพยากรธรรมชาติ แห่งสหรัฐอเมริกา ได้เรียบเรียงจากประสบการณ์ที่ขลุกอยู่กับเรื่องอาหารเหลือทิ้ง แรกเริ่มเธอสนใจในหัวข้อเกี่ยวกับการพัฒนาการเกษตร อาทิ การกักเก็บน้ำ ปุ๋ย ยาฆ่าแมลงและที่ดิน ต่อมาเธอพบว่าการลดจำนวนอาหารเหลือทิ้งก็สามารถสร้างผลกระทบทางสังคมได้ไม่แพ้กัน แค่ทั้งประเทศสหรัฐอเมริกาลดจำนวนอาหารเหลือทิ้งได้หนึ่งในสาม ก็เพียงพอที่จะนำไปจุนเจือให้ผู้ที่ขาดแคลนได้ครบทุกคน

การถนอมรักษาอาหารไม่ใช่เรื่องยากเกินไปและไม่ต้องมีเทคโนโลยีสมัยใหม่ ในขณะที่เรากำลังทิ้งอาหารมากกว่าศตวรรษที่ 70 ถึงร้อยละ 50 การเรียนรู้ที่จะจัดการกับตู้เย็นก็เพียงพอที่จะทำให้อาหารเหลือทิ้งลดลงและโลกก็ร้อนน้อยลงอีกด้วย มาดูกันว่าศาสตร์แห่่งครัวไร้ขยะทั้ง 6 ของเธอมีอะไรบ้าง

1 วางแผนการกินให้ชัดเจน

บางครั้งเราดูรายการหรือวีดีโอการทำอาหารแล้วก็เกิดแรงบันดาลใจว่าจะทำเมนูนั้น เมนูนี้ แต่สุดท้ายก็ไม่มีเวลาเพราะกว่าจะเลิกงานก็ดึกดื่นหรือต้องออกงานสังสรรค์ติดๆกัน หรือตั้งใจจะกินผักให้ได้ทุกวันแต่สุดท้ายก็ลืม บางครั้งก็ซื้อมาเยอะจนเกินไป วิธีแก้ไขง่ายๆที่จะทำให้เราทิ้งอาหารน้อยที่สุด คือ การวางแผนล่วงหน้า แผนการกินที่ได้สารอาหารครบและเป็นไปได้จริง ถ้าเราต้องไปต่างจังหวัดสุดสัปดาห์นี้ ก็ไม่ควรจะซื้อของเข้าตู้และเคลียร์ตู้ให้ว่างตั้งแต่วันศุกร์เลย

2 ตรวจสอบอาหารที่เหลือทิ้ง

ลองเช็คดูสัก 1-2 สัปดาห์ว่ามีอาหารประเภทไหน ที่มีเหตุให้เราต้องโยนทิ้งหรือกินไม่ทันทุกทีไป แล้วปรับการซื้อเสียใหม่ให้เข้ากับปรับพฤติกรรมการกินของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งของจำพวกนมและเนื้อสัตว์ เพราะต้องใช้ทรัพยากรในการผลิตมากกว่าอาหารชนิดอื่น

3 จัดตู้เย็นเสียใหม่

พวกเราน้อยคนจะรู้ว่าทำไมตู้เย็นถึงมีช่องใส่เนย และลิ้นชักแต่ละอันเอาไว้ใส่อะไร กุนเดอร์ได้อธิบายโดยละเอียดว่าอาหารชนิดไหนควรจะใส่ไว้ตรงจุดไหนของตู้เย็น ตัวอย่างเช่น ชั้นวางที่อยู่ล่างๆจะมีอุณภูมิที่ต่ำกว่าด้านบน จึงควรใส่ของที่เน่าเสียง่าย บานตู้ควรจะวางเฉพาะพวกเครื่องปรุง เช่น ซอสมะเขือเทศ เพราะเป็นที่ๆเย็นน้อยที่สุด

4 เก็บนมบูดเอาไว้

บางครั้งอาหารที่ดูไม่ดี ก็ไม่ได้อันตรายอย่างที่คิด เช่น รอยดำบนกล้วย หรือนมที่เริ่มมีรสเปรี้ยว กุนเดอร์ได้แนบสูตรการทำแพนเค้กที่ใช้นมบูดแทนบัตเตอร์มิลค์ และยังให้ความรู้ว่าทำไม่วันที่ระบุไว้ที่บรรจุภัณฑ์ อาทิ "ควรบริโภคก่อน" และ "วันหมดอายุ" นั้นแทบไม่มีความสำคัญ รวมถึงวิธีการดูว่ากินอะไรปลอดภัยและอะไรที่กินเข้าไปแล้วอันตรายบ้าง

5 ใส่ช่องฟรีซ

ถ้าไม่ได้อยู่บ้านหลายวันแล้วยังมีอาหารเหลืออยู่ติดตู้ อาหารเกือบทุกชนิดสามารถยัดใส่ช่องฟรีซได้ หนังสือได้สอนวิธีการเก็บอาหารทุกชนิดให้ไม่เสียรสชาติหรือเปียกชื้น และวิธีการเก็บอาหารในช่องฟรีสที่ทำให้อาหารคงสภาพได้นานที่สุด

6 ถ้าต้องทิ้งจริงๆ ก็หมักซะ

การหมักเศษอาหารเหลือทิ้งคือวิธีสุดท้าย หลังจากพยายามถนอมรักษาอาหารกันสุดชีวิต และเหลือจากให้หมู ไก่ ใส้เดือนช่วยกินแล้ว การทิ้งอาหารก่อให้เกิดแก๊สมีเทนซึ่งเป็นตัวการทำให้เกิดโลกร้อน การช่วยกันหมักอาหารให้ย่อยสลายนั้นดีงามกว่าการมัดใส่ถุงขยะมาก อาจจะมีกลิ่นเน่าเสียหน่อยขึ้นกับภาชนะที่ใช้ แต่กุนเดอร์ก็แนะนำวิธีหมักในตู้เย็นเอาไว้เช่นกัน

หนังสือเล่มนี้ยังได้รวบรวมสูตรอาหาร เช่น สูตรผัดผักกาดที่เหี่ยวแล้ว หรือการทำวอดก้าจากผลไม้เก่าเก็บ ฯลฯ ด้วยภาษาที่เข้าใจง่ายและล้วนมีงานวิจัยสนับสนุน ทิ้งท้ายด้วยข้อคิดที่กันเดอร์เขียนไว้ว่า

จริงๆ แล้วมันง่ายมาก(การลดอาหารเหลือทิ้ง) เราจำเป็นที่จะต้องรู้คุณของอาหารเสียก่อน ถ้าเราเชื่อว่าอาหารเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งยวด เป็นของล้ำค่าที่ได้มาอย่างยากลำบากและเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างขาดไม่ได้ในการดำรงชีวิต ถ้าเราเชื่อแบบนั้นจริงๆ เราจะรู้เลยว่าการทิ้งอาหารมันเป็นสิ่งที่รับไม่ได้เอาเสียเลย

เรียบเรียงจาก Fastcoexist by Adele Peters

รูปปก Michelle Tribe

โจ้ ฐิติพงษ์

นักออกแบบและพัฒนาสินค้าและบริการ อดีตนิสิตและอาจารย์คณะการออกแบบอุตสาหกรรม จุฬาฯ นักเรียนทุนฟุลไบรท์ โท Interaction Design จากนิวยอร์ก ผู้ก่อตั้ง บลูบาสเก็ตและบุญมีแล็บ ชอบธรรมชาติ และการปลูกต้นไม้

กรุงเทพฯ