ฝึกสมองให้พร้อมแข่งวิ่ง

คืนก่อนงานวิ่ง นักวิ่งหลายคนกังวลว่าจะวิ่งครบระยะตามที่สมัครไว้หรือเปล่า ตอนรอออกตัว บางคนเหงื่อผุดเต็มหน้าด้วยความประหม่า บางคนรู้สึกอ่อนล้าก่อนเสียงปืนดังขึ้นซะอีก

เห็นทีนอกจากซ้อมวิ่งให้ได้ตามเป้าหมาย กำลังใจก็ต้องพร้อมด้วย

ในวงการกีฬา มีการปลุกใจนักกีฬาให้ละความคิดแย่ๆ ที่บั่นทอนกำลังใจในการแข่งมานานแล้ว งานวิจัยต่างๆ ยืนยันว่าความคิดหรือสมองของเรา ส่งผลสำคัญต่อผลการแข่งขันกีฬา แล้วเราจะฝึกสมองอย่างไรเพื่อใช้เทคนิคเดียวกันนี้ในวันแข่งวิ่ง

อะไรคืออาการอ่อนล้า?

Matt Fitzgerald ผู้เขียนหนังสือ Brain Training for Runners อธิบายว่า เรารู้สึกอ่อนล้าเพราะสมองเป็นเหตุ ที่ลดการกระตุ้นกระแสไฟฟ้าในกล้ามเนื้อ และทำให้เรารู้สึกไม่สบายเนื้อสบายตัว ที่สมองสั่งการอย่างนี้ เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดกับกล้ามเนื้อและอวัยวะต่างๆ

ในปี 2013 งานวิจัยจากอังกฤษเกี่ยวกับอาการอ่อนล้าและการปลุกใจ กล่าวถึงการฝึกความอดทนของร่างกายว่า อาการหมดแรงเป็นผลจากการถอดใจเลิกวิ่งของแต่ละคน ไม่ใช่เพราะกล้ามเนื้ออ่อนล้า เพราะคนๆ นั้นไม่อยากเหน็ดเหนื่อยอีกแล้ว หรือคิดว่าออกแรงต่อไปไม่ไหวแล้ว ไม่ว่าแบบไหน ก็ขึ้นอยู่กับกำลังใจมากกว่ากำลังกาย

ถ้าเราอยากโน้มน้าวสมองว่าร่างกายพร้อมวิ่งให้ถึงระยะทางที่หวังไว้ตามเพซที่ต้องการ เราก็ต้องฝึกสมองให้ชินด้วย

alt

เรารู้อะไรบ้างเรื่องการคิดบวก?

เคยได้ยินมาบ้างว่าการจงใจยิ้มขณะออกกำลังกาย เป็นวิธีลวงสมองว่าเรากำลังมีความสุขและแข็งแรงขึ้น ในวารสาร Scientific American ระบุว่า “ความคาดหวังทำให้เกิดผลทางร่างกาย” ว่าง่ายๆ ก็คือ ถ้าเราคิดว่าทำได้ เราย่อมวิ่งเข้าเส้นชัยโดยทำสถิติใหม่หรือวิ่งมาราธอนสำเร็จ (ถ้าฝึกอย่างเหมาะสม)

“ความคาดหวังและการประสานงานจากการเรียนรู้ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีและวงจรในสมอง การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลทางร่างกายและการรับรู้ลักษณะต่างๆ เช่น อ่อนล้าน้อยลง อาการภูมิแพ้ลดลง ระดับฮอร์โมนเพิ่มขึ้น กังวลน้อยลง”

ในช่วงปลายยุค 90 ผู้เขียนหนังสือ Lore of Running นามว่า Dr. Tim Noakes ตั้งทฤษฎีว่าสมองมีศูนย์ควบคุมส่วนกลาง โดย "ความรู้สึกเหนื่อยล้า" เป็นปฏิกิริยาจากสมอง สมองเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนขีดจำกัดของเรา ในมุมนักวิ่ง หมายความว่าเราต้องฝึกฝนสมองให้แกร่งไม่ต่างจากร่างกาย

สมองเรามีผลต่อการออกกำลังอย่างไร?

งานวิจัยชิ้นหนึ่งระบุว่าเราจะออกกำลังกายได้ดีขึ้น เมื่อเราฝึกสมองให้ดี Dr. Robert Udewitz จาก Behavior Therapy of New York ได้วิจัยนักวิ่งระดับไฮสคูล 2 ประเภท ได้แก่ ทีมวิ่งครอสคันทรีที่ไม่ใส่ใจอาการเมื่อยล้าจากการวิ่ง และทีมที่รับรู้ความตีงเครียดที่เกิดขึ้นขณะวิ่งและพยายามเอาชนะอาการดังกล่าว ปรากฏว่ากลุ่มที่สองวิ่งได้เร็วกว่า

อีกงานวิจัยหนึ่งระบุว่าผู้ที่จดจ่ออยู่กับกล้ามเนื้อมัดใดมัดหนึ่งขณะออกกำลังกาย จะออกกำลังกล้ามเนื้อมัดนั้นได้มากขึ้น 22%

งานวิจัยในปี 2009 พบว่านักปั่นที่บ้วนปากด้วยเครื่องดื่มสำหรับนักกีฬาขณะปั่นจักรยาน ปั่นในระยะ 40 กิโลเมตรได้ดีขึ้น เพราะเป็นการลวงสมองว่าเครื่องดื่มนั้นจะทำให้ปั่นได้ดีกว่าเดิม แล้วก็ทำได้จริง

จากงานวิจัยนี้ แสดงว่าสมองของเรามีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพของร่างกาย ซึ่งเน้นย้ำความสำคัญของสมองต่อการออกกำลัง

เราฝึกสมองให้เหมาะกับการออกกำลังได้อย่างไร?

ถ้าอยากใช้เทคนิคคิดบวกในการวิ่งรอบหน้า ลองเลือกทำตามคำแนะนำต่อไปนี้จาก Behavior Therapy of New York ที่เหมาะกับเรา

  • อย่าละเลยความคิดแง่ลบ (ฉันฝึกมาไม่พอ) แต่เปลี่ยนเป็นคิดบวก (ถึงจะฝึกไม่ได้ตามเป้า แต่งานนี้วิ่งเต็มที่ สู้เว้ย!)

  • นึกรายละเอียดต่างๆ ในวันแข่งให้ชัดเจน Dr. Udewitz บอกว่าวิธีนี้ช่วยปูทางให้สมองและร่างกายช่วยกันพาสู่เส้นชัย

  • ใส่ใจแต่สิ่งที่เราควบคุมได้ นึกถึงท่าทางการวิ่งและทำใจสบายๆ เข้าไว้

  • เข้าใจว่าการวิ่งไม่ใช่งานง่าย การวิ่งเป็นกิจกรรมที่ใช้กำลังและความพยายาม ดังนั้นอย่าลืมยินดีกับตัวเองทุกๆ กิโลเมตรที่วิ่งผ่านมาได้

  • สังเกตสิ่งรอบตัว และตั้งจุดหมายเล็กๆ เช่น นักวิ่งที่นำหน้าเราอยู่ หรือต้นไม้ที่ออกดอกสีสด เมื่อถึงจุดหมายแรกก็ตั้งจุดหมายใหม่ เทคนิคนี้เหมือนการสะสมแต้มทีละเล็กละน้อย ที่ช่วยให้การวิ่งไม่ว่าฝึกหรือแข่งน่าสนุกขึ้น

alt


ติดตามสาระความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ส่งตรงถึงคุณได้ที่ Facebook และ LINE: @bluebasket.market

Image Alt Text

ที่มา: active.com
minneapolisrunning.com

ที่มาภาพ: picturequotes.com
stockvault.com

Admin

"บลูบาสเก็ต ตะกร้าสุขภาพของคนช่างเลือก" คือ ตลาดนัดธรรมชาติ จากผู้ผลิตที่ใส่ใจ เพื่อคนรักสุขภาพ

ประเทศไทย http://www.bluebasket.market