คุยกันให้หายข้องใจ: สวนกระแสสุขภาพ Adams Organic อำลาแล้ว?

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ถือคติ ‘จนเงินได้ แต่ต้องไม่จนวัฒนธรรม’ มาตรฐานชีวิตต้องดีและเลือกได้ แต่ที่พูดได้เช่นนั้นไม่ใช่แค่เรามีเงินในกระเป๋ามากขึ้น แต่เพราะทั้งข้อมูลเรื่องสุขภาพ วิธีการดูแลตัวเองอย่างง่ายและทำได้จริงในชีวิตประจำวัน วิธีเลือกสินค้า เรื่อยไปยังร้านอาหารทางเลือกที่เกิดขึ้นถ้วนทั่วทุกมุมเมือง กระทั่งร้านค้าออนไลน์ก็ถือเป็นอีกตัวเลือกให้เราได้เข้าไปช็อปสินค้าและหาข้อมูลกัน

ทั้งเข้าถึงง่าย ซื้อหาสะดวก และราคาถูกลงเพราะตลาดเริ่มแข่งขันกันอย่างมีความหวัง

โดยเฉพาะสินค้า ‘ออร์แกนิค’ ที่กลุ่มลูกค้าแต่ก่อนกระจุกตัวอยู่เฉพาะผู้ที่มีรายได้งาม เป็นผู้มีความรู้ความเข้าใจว่าทำไมต้อง ‘ออร์แกนิค’ มีที่มาที่ไปอย่างไรและยอมจ่ายมากกว่าให้กับการมีสุขภาพดี แต่ปัจจุบันหาใช่เช่นนั้นไม่ เราอยู่ในยุคที่หาซื้อสินค้าออร์แกนิคได้ในซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ และราคาถูกลงพอสูสีกับสินค้าเกษตรทั่วไปเลยทีเดียว

ท่ามกลางตลาดออร์แกนิคที่เติบโตขึ้นอย่างคึกคัก แต่ Adams Organic ร้านขายสินค้าสุขภาพและผลิตภัณฑ์จากฟาร์มอดัมส์ ออร์แกนิคย่านสีลม ได้แขวนป้ายปิดตัวลงเมื่อเดือนสิงหาคม เห็นเพื่อนร่วมตลาดปิดตัวลง เราจึงอดถามไถ่ไม่ได้ด้วยความใจหาย (และอยากรู้ ฮา)

Blue Basket ชวนคุณอัจฉริยา มณีน้อย ผู้จัดการทีมวิจัยและพัฒนาของ Adams Organic บริษัทอดัม เอนเตอร์ไพรส์เซส จำกัด บริษัทสัญชาติไทยผู้ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อการส่งออก ซึ่งได้เริ่มธุรกิจอย่างจริงจังในปี 2007 มาสอบถามพูดคุยว่า เหตุใดประตูร้าน Adams Organic จึงแขวนป้ายลาวงการเช่นนั้น!!! alt

ใครบอกว่าอดัมส์ออร์แกนิคเลิกกิจการ ไม่ใช่นะ

ยังไม่ทันได้แสดงออกถึงความตกใจ อัจฉริยาชิงตอบและอธิบายเพื่อให้เข้าใจโดยทั่วกันก่อนว่า อดัมส์ไม่ได้หายไปไหน เพียงแต่หันกลับไปทำธุรกิจแบบที่ถนัดและทำตลอดมา

“เราไม่ได้ปิดตัวหรือเลิกอะไร ต้องอธิบายก่อนว่าจริงๆ แล้วบริษัทอดัม เอนเตอร์ไพรส์เซส จำกัด ดำเนินธุรกิจหลักๆ ตั้งแต่แรกด้วยการผลิตเมล็ดพันธุ์ลูกผสมเพื่อการส่งออกร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่มาในช่วงปีหลังๆ นี้เองที่เราอยากลองทำ fresh product หรือสินค้าพวกผักสดจริงๆ ดูบ้าง เพราะเราทำเมล็ดพันธุ์อยู่แล้ว คล้ายๆ เป็นการเพิ่มสายการผลิต (กลุ่มของสินค้าที่เกี่ยวข้องกัน) ซึ่งมันไปได้สวยพอสมควรเลย คือเราอยากทำเลยลองทดลองดู”

“แต่สุดท้าย... พี่ตอบในฐานะทีมพัฒนาและวิจัยนะ คือเราอยากกลับไปโฟกัสที่ตัว seed หรือเมล็ดพันธุ์ ซึ่งเป็นงานที่เราถนัดให้ชัดเจน เพราะตลาดตัวนี้ของเราค่อนข้างใหญ่ ไม่ใช่ว่าเลิกอะไร (หัวเราะ)”

เมื่อถามว่าปัจจัยอะไรที่ทำให้อดัมส์กลับไปโฟกัสที่การผลิตเมล็ดพันธุ์อย่างเดียว เพราะหากถามอย่างคนไม่รู้ คนนอกวงการที่เห็นว่าขณะนี้ตลาดออร์แกนิคเติบโตมาก ราคาสินค้าถูกลง ผู้คนเข้าใจแล้วว่าทำไมสินค้าออร์แกนิคต้องราคาแพงกว่าคนอื่น (ออร์แกนิคคืออะไรและทำไมจึงแพง จิ้มลิงก์นี้เพื่ออ่านเพิ่มได้เลย) การมุ่งมั่นทำหน้าร้านต่อน่าจะสนุก และดูจะเป็นไปได้ในเชิงธุรกิจ

เธอพยักหน้าอย่างทันที “ใช่ๆ เห็นด้วยมากๆ ตอนนี้ตลาดออร์แกนิคโตมากเลย มีคนเข้ามาในตลาดเยอะขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมาก แต่อันนี้จะขอตอบในภาพรวมเชิงธุรกิจนะ คือพอมันมีความต้องการมากขึ้น แต่เมล็ดพันธุ์มันเท่าเดิม และในธรรมชาติของสินค้าออร์แกนิคมันมีเรื่องที่ต้องคำนึงหลายอย่างมาก เช่น ฤดูกาลนี้จะไม่ได้ผักประเภทนี้นะ หน้าฝนต้องกินผักอะไร เราอาจได้เมล็ดที่ไม่ทันต่อความต้องการของตลาด ซึ่งคนทำเมล็ดพันธุ์อินทรีย์หายากมาก อะไรแบบนี้ และอย่างที่บอกว่าความถนัดและสนใจของเราอยู่ที่การพัฒนาเมล็ดพันธุ์ด้วย ซึ่งเรามองว่านั่นคือส่วนหนึ่งของการพัฒนาเกษตรให้ครบวงจรมากๆ เลย”

คนปลูกผัก ตลาดนัด ลูกค้าที่ไม่รังเกียจผักอัปลักษณ์ ทุกอย่างต้องสอดคล้องกันไปทั้งระบบเลย

เมื่อถามว่าปัจจัยอะไรที่เธอเจอในวงการตลาดออร์แกนิค เธออธิบายว่าปัจจัยในการดำรงธุรกิจประเภทนี้ ไม่ใช่แค่ขายได้หรือไม่ได้ แต่สินค้าออร์แกนิคมีธรรมชาติของมัน ซึ่งเชื่อมโยงทั้งกระบวนการระหว่าง…

หนึ่ง ต้นทางการผลิต ทั้งเมล็ด สภาพอากาศที่กำหนดประเภทอาหาร ความรู้และความไม่ย่อท้อไม่เลิกราของเกษตรกร งานวิจัย เช่น ทำปุ๋ยหมักที่มีคุณภาพดีอย่างจริงจังและเป็นระบบเพื่อเป็นตัวช่วยให้กับเกษตรกร

สอง ตลาดขายสินค้า ซึ่งสถานที่ต้องไม่ไกลจากที่เพาะปลูก ขนส่งสะดวกและให้ทันอายุที่สั้นยาวไม่เหมือนกันของแต่ละพันธุ์ ถ้ายิ่งไกลการขนส่งก็ต้องเอาเทคโนโลยีเข้าช่วย

สาม นั่นเท่ากับต้องเกี่ยวพันผู้ซื้ออย่างเลี่ยงไม่ได้ ทั้งความเข้าใจธรรมชาติของสินค้าจริงๆ ที่ไม่ได้ปลูกด้วยกระบวนการอุตสาหกรรม ทำให้มัน ‘ไม่สวยไม่เหมือนกันเป๊ะ’ อายุสั้นยาวไม่เท่ากันแล้วแต่ประเภท ผักมีฤดูกาล (อย่างที่เข้าใจว่าเราจะไม่มีทุเรียนกินอย่างอร่อยตลอดปี ผักอื่นๆ ก็เช่นกัน) และความอยากซื้อของใน ‘ตลาดทางเลือกใกล้บ้าน’ ซึ่งเป็นโมเดลที่จำเป็นต้องสร้างให้เกิดขึ้นหากอยากให้ตลาดออร์แกนิคเติบโตอย่างยั่งยืนและราคาถูกลง

alt

สี่ การส่งเสริมจากรัฐบาล หน่วยงานวิชาการต่างๆ เช่น การพัฒนาปุ๋ย ซึ่งเรื่องนี้อัจฉริยายกให้เป็นประเด็นสำคัญอันดับแรกๆ

“การเป็นเกษตรกรที่เปลี่ยนมาทำออร์แกนิคมันยากมากนะ เข้าใจเลย เพราะบ้านเรามักจะเป็นเกษตรแปลงเล็ก ถ้าคุณเปลี่ยนแต่แปลงอื่นๆ ในหมู่บ้านไม่เปลี่ยน ละอองสารเคมีก็ลอยมาลงได้ แถมคุณยังถูกมองเป็นตัวประหลาดด้วย

“และในระหว่างเปลี่ยน เช่น ปรับดินก็ต้องใช้เวลา แล้วมันไม่ได้เงินนะ แล้วระหว่างที่รอถ้าคุณไม่มีตัวช่วยดีๆ อย่างปุ๋ยชีวภาพที่เจ๋งๆ หรือให้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับปุ๋ยเคมี คิดดูว่ามันจะยิ่งยากต่อชาวบ้านในการจะยืนยันซื่อสัตย์ ไม่แอบใส่ปุ๋ยเคมีลงในแปลงผักแค่ไหน”

ปุ๋ยชีวภาพ ‘เจ๋งๆ’ ตัวช่วยที่หน่วยงานสนับสนุนมองข้าม

ปุ๋ยชีวภาพ ‘เจ๋งๆ’ อย่างที่อัจฉริยาบอก เธอยกตัวอย่างมาจากการส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์และออร์แกนิคของต่างประเทศ โดยเฉพาะทางฝั่งยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่ขณะนี้ตลาดออร์แกนิคคึกคักและได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลและยกให้เป็นวาระแห่งชาติ

“อย่างต่างประเทศเขาจะมีปุ๋ยชีวภาพดีๆ เยอะมาก ซึ่งมันช่วยให้การทำเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมีเป็นไปได้จริง”

ข้อมูลจาก Organic Trade Association ประเทศสหรัฐฯ ประจำปี 2017 รายงานตัวเลขที่น่าสนใจว่า แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะให้งบประมาณสนับสนุนธุรกิจออร์แกนิคเพียง 9 ล้านดอลลาร์ต่อปี แต่เมื่อออร์แกนิคได้รับการโปรโมทและทำให้เป็นธุรกิจอาหารจริงๆ จากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะ Market Access Program (โครงการส่งเสริมการเข้าสู่ตลาด) และจากซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ ธุรกิจปุ๋ย การสร้างมาตรฐานตรวจสอบและความเชื่อมั่นให้กับสินค้าออร์แกนิค ปรากฎว่าเม็ดเงินในการส่งออกสินค้าออร์แกนิคของสหรัฐฯ ได้ผลตอบแทนกลับมาหลายเท่าตัว

คล้ายกับที่อัจฉริยาอธิบายว่า การทำออร์แกนิคไม่ใช่แค่ ‘สินค้า’ แต่มันคือการผลักดันและสร้างมาตรฐานทั้งกระบวนการ ส่วนสำคัญคือการสร้างองค์ความรู้ด้วย

alt

สินค้าออร์แกนิค เป็นแค่ไลฟ์สไตล์ ‘เกร๋ๆ’ ของคนในเมืองจริงหรือไม่

“มันไม่ใช่แค่เรื่องเก๋ๆ แต่เป็นเรื่องคุณภาพชีวิต เรื่องสุขภาพด้วยนะ” คือคำตอบของคำถามที่ว่า ใช่หรือไม่ว่าสินค้าออร์แกนิค เป็นสินค้าที่คนเมืองเท่านั้นที่เอื้อมถึง

“และเอาเข้าจริงแล้ว ในช่วงแรก มันต้องให้คนรวยๆ นี่แหละอุดหนุน สนับสนุนสินค้าที่แพงในช่วงแรก แล้วทำให้ตลาดมันเกิดได้จริงๆ พร้อมไปกับการอัดความรู้เข้าไปว่า ออร์แกนิคคืออะไร มันสำคัญยังไง จากนั้นพอมันเริ่มอยู่ตัว ราคาลดลง มันก็จะอยู่ได้ เป็นตัวเลือกได้จริง ต่างประเทศในช่วงเริ่มๆ ก็เป็นแบบนี้นะ

“ตอนนี้ตลาดออร์แกนิคในบ้านเรามาไกลกว่าแต่ก่อนมาก ไม่ใช่แค่มีเกษตรกรที่อยากเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์หรือออร์แกนิคมากขึ้น แต่ช่วงหลังๆ มีนักลงทุนหน้าใหม่ด้วย และเชื่อว่าต่อไปมันต้องเปิดกว้างกว่านี้ แต่มันต้องมาทั้งระบบ ไม่ใช่แค่ราคาถูกลง แต่มาตรฐานและความรู้ในสินค้าจะต้องมีด้วย”

เมื่อถามว่าปัจจัยอะไรอีกที่จะทำให้เราเกิดความยั่งยืนทางอาหารได้ และมาพร้อมกับคุณภาพชีวิต สุขภาพที่ดีกว่าเดิม

“พี่จะบอกเพื่อนๆ เสมอว่าไม่จำเป็นต้องออร์แกนิคก็ได้ เอาแค่ผักปลอดภัย พยายามเลี่ยงสารเคมีเท่าที่ทำได้ แต่คิดว่าส่วนหนึ่งที่เราต้องทำให้เกิดขึ้น คือการสร้างมาตรฐานสักอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้บริโภคตรวจสอบที่มาที่ไปของอาหารที่เราซื้อได้ เช่น ซูเปอร์มาร์เก็ตต่างๆ และอยากให้ตลาดใกล้บ้านมันเกิดได้จริงๆ”

เชื่ออย่างที่อัจฉริยาบอกไว้ ไม่จำเป็นต้องใช้สินค้าออร์แกนิคทุกสิ่งอย่างก็ได้ แต่จะดีไม่น้อย ถ้าเรารู้ที่มาที่ไปของสินค้า และรู้ว่ามันเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อมและสังคมรอบข้างอย่างไร

ความพิเศษของมันจึงไม่ใช่แค่เพราะมัน ‘รักษ์โลก’ แต่คือการรักตัวเอง และอยากจะมอบสิ่งดีๆ ให้กับตัวเองด้วย :)

เรื่อง: ณิชากร ศรีเพชรดี
ภาพประกอบ: Adams Organic Facebook Page


bluebasket.market ตะกร้าสินค้าเพื่อสุขภาพของคนช่างเลือก คลิกเพื่อพบกับสินค้าธรรมชาติ ออร์แกนิค ปลอดภัย ไร้สารเคมี ที่เป็นได้ทั้งของกินของใช้ ของขวัญของฝาก ราคาพิเศษและโปรโมชั่น ให้กับทุกคนในครอบครัว

ติดตามสาระความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ส่งตรงถึงคุณได้ที่ Facebook และ LINE: @bluebasket.market

Image Alt Text