BYE BYE Trans Fat: จะใช้ชีวิตอย่างไร ถ้าไม่มีทรานส์

ข่าวดีข่าวใหญ่ที่ผ่านมาของคนเฮลตี้ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา คือกระทรวงสาธารณสุขประกาศห้ามผลิต นำเข้า หรือจำหน่ายไขมันทรานส์ (Trans Fat) ในประเทศไทย ภายใน 180 วัน นับตั้งแต่วันที่ 11 กรกฎาคม 2561 เพราะมีผลการวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่าไขมันทรานส์ที่เกิดจากกระบวนการสังเคราะห์หรือเกิดจากน้ำมันที่ผ่านกระบวนการเติมไฮโดรเจนบางส่วน (Partially Hydrogenated oil) เพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดอย่างเห็นได้ชัด

ประกาศห้ามนี้มีผลทั่วประเทศ ทำให้เกิดความตื่นตัวในวงการขนม เบเกอรี่ และอาหารต่างๆ มากมาย แล้วไขมันทรานส์คืออะไร ทำไมถึงต้องห้ามใช้ แล้วมันจะมีผลกระทบอะไรกับเราบ้าง นี่ แปลว่าเราจะไม่มีเบเกอรี่กินกันแล้วรึเปล่านะ!? ถ้าอยากรู้ ก็ลองไปอ่านกันเลย!

ไขมันทรานส์คืออะไร

American Heart Association บอกไว้ว่าไขมันทรานส์แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือไขมันทรานส์ที่เกิดตามธรรมชาติ และไขมันทรานส์สังเคราะห์ แล้วมันต่างกันยังไง เราลองไปอ่านกันเลย

1. ไขมันทรานส์ธรรมชาติ
เป็นไขมันที่เกิดจากสัตว์เคี้ยวเอื้อง สัตว์ที่เราบริโภคเนื้อและผลิตภัณฑ์นม ได้แก่ วัว แพะ แกะ ซึ่งอวัยวะภายในของสัตว์เหล่านี้จะผลิตไขมันทรานส์ออกมา และหรืออาจจะพบได้จากเนื้อและอาหารที่ได้จากสัตว์ประเภทนี้ แต่อย่างไรก็ตามมันผลิตในปริมาณน้อยมากและยังไม่มีงานวิจัยชี้ชัดว่าไขมันทรานส์ธรรมชาตินี้ส่งผลต่อสุขภาพมนุษย์อย่างไร

2. ไขมันทรานส์สังเคราะห์
เกิดจากการเติมโมเลกุลไฮโดรเจนในไขมันเหลว (เช่น น้ำมันพืช) ให้กลายเป็นน้ำมันในรูปกึ่งของแข็ง แล้วนำไปใช้ขนมเบเกอรี่หลากหลายประเภท เช่น คุกกี้ ขนมปังกรอบ มันฝรั่งแผ่นอบกรอบ ครีมเทียม ครีมสำเร็จรูปสำหรับแต่งหน้าเค้ก เฟรนช์ฟรายส์ โดนัท เป็นต้น

ไขมันทรานส์สังเคราะห์เป็นที่นิยมในอุตสาหกรรมอาหาร เพราะช่วยลดต้นทุนการผลิต ไม่เป็นไข ไม่เหม็นหืนแม้เก็บไว้นาน ยืดอายุอาหาร ทำให้รสชาติคงที่และอร่อย ทำให้ถึงแม้จะมีตัวเลือกอื่นๆ ที่ดีต่อสุขภาพผู้บริโภคมากกว่า แต่ผู้ผลิตหลายๆ เจ้าก็ยังใช้ผลิตภัณฑ์ไขมันทรานส์เพราะเหตุผลด้านราคา และความสะดวกสบาย

โทษของไขมันทรานส์สังเคราะห์

ถึงแม้ไขมันทรานส์จะมีประโยชน์ในวงการอุตสาหกรรมอาหารมากมาย แต่งานวิจัยทางการแพทย์หลายชิ้นก็พบโทษของไขมันทรานส์มากเช่นเดียวกัน

  • U.S. National Library of Medicine พบว่าไขมันทรานส์ที่ใช้ในการแปรรูปอาหาร ส่งผลให้เป็นโรคอ้วน โรคเบาหวานประเภท 2

  • งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร British Medical Journal ระบุว่า จากการวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยกว่า 20 ชิ้น พบว่าการกินอาหารที่มีไขมันทรานส์สังเคราะห์มีผลต่อสุขภาพของประชากรในหลายประเทศ เช่น 34% เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากสาเหตุต่างๆ 28% เพิ่มความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจ และ 21% เพิ่มความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ

ไขมันทรานส์สังเคราะห์เป็นผู้ร้ายจริงหรอ?

ไขมันชนิดนี้จะเพิ่มปริมาณไขมันเลว (คอเลสเตอรอลแบบ LDL) ซึ่งจะอุดตันในเส้นเลือดหัวใจ ขณะเดียวกันทำให้ไขมันดี (คอเลสเตอรอลแบบ HDL) ต่ำลง ทำให้ไขมันปริมาณมากตกค้างอยู่นอกตับ ไม่สามารถระบายออกจากร่างกายได้ จึงทำให้เกิดเส้นเลือดอุดตัน หัวใจวายหรือภาวะสมองขาดเลือด (Stroke)

ไขมันทรานส์ยังเป็นผู้ร้ายที่ทำลายผนังหลอดเลือดจนทำให้ทำงานผิดปกติ และยังทำให้เกิดภาวะการอักเสบในร่างกายอย่างน้อย 2 ชนิดที่เป็นตัวการหลักของโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน หัวใจ และกลุ่มอาการของโรคที่เกิดจากการเผาผลาญอาหารผิดปกติอีกด้วย

ประเทศไหนบอกลาไขมันทรานส์แล้วบ้าง...

ไม่ใช่แค่ประเทศไทยประเทศเดียวที่สั่งห้ามไขมันทรานส์ มีกว่า 15 ประเทศที่ใส่ใจในเรื่องนี้จนประกาศงด ลด เลี่ยงไขมันทรานส์เช่นกัน แต่จะข้อห้ามมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับแต่ละประเทศ

  • เดนมาร์ก เป็นประเทศแรกที่ประกาศห้ามใช้ไขมันทรานส์ ตั้งแต่ปี 2003 กฏข้อห้ามนี้โฟกัสไปที่วัตถุดิบที่มีไขมันทรานส์ผสมอยู่ มากกว่าผลิตภัณฑ์สุดท้าย

  • มีอีกหลายประเทศไม่ว่าจะเป็นแคนาดา สหรัฐรัฐอเมริกา สิงคโปร์ อังกฤษ บราซิลที่ออกมาควบคุมการใช้ไขมันทรานส์ในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยบางประเทศเป็นแค่การกำหนดปริมาณที่ใช้ได้สูงสุด หรือบางประเทศบังคับว่าผู้ผลิตจะต้องระบุสัดส่วนของไขมันทรานส์ไว้บนฉลากอย่างชัดเจน

ห้ามไขมันทรานส์ แล้วจะดีขึ้นจริงหรือ?

แน่นอนว่าร่างกายของเราประกอบด้วยหลายส่วน การลดไขมันทรานส์อาจจะเป็นเพียงการลดอีกหนึ่งความเสี่ยงโรค เพียงแต่ความเสี่ยงนี้มีมากมายจนไม่ห้ามก็น่ากลัว

มีตัวอย่างมากมายจากทั่วโลกว่าการออกมาตรการห้ามใช้ไขมันทรานส์ช่วยลดจำนวนการเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลในอาการหัวใจวายและหลอดเลือดสมองลงได้มาก มีการคาดการณ์จากองค์การอนามัยโลก (World Health Organization หรือ WHO) ว่าหากประเทศต่างๆ ออกกฏลดไขมันทรานส์อย่างชัดเจน ในปี 2023 อาจช่วยรักษาชีวิตของประชากรโลกได้นับ 10 ล้านคน

ภาระเหล่านี้จึงไปตกอยู่กับผู้ผลิตหรือภาคอุตสาหกรรมต่างๆ ที่เคยใช้ไขมันทรานส์เป็นส่วนประกอบ เพราะจะต้องปรับตัวเรื่องต้นทุนและวัตถุดิบมากมาย แต่ถ้ามองถึงอนาคตระยะยาวก็อาจจะดี หากทุกคนช่วยกันผลิตสินค้าที่คำนึงถึงสุขภาพของผู้ผลิตโภคออกมา

ถ้ายังใช้วัตถุดิบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แล้วทุกคนเจ็บป่วย แล้วจะเหลือใครมาเป็นผู้บริโภคเราล่ะ จริงไหมคะ? 🙂

แล้วในมุมคนธรรมดาๆ อย่างเราควรปรับตัวอย่างไร?

สำหรับผู้บริโภคทั่วไปอย่างพวกเรา ก็ต้องช่วยกันเฝ้าระวัง ตรวจสอบสิ่งที่กินเข้าไป และอย่าลืมว่าไม่ใช่ไขมันทุกอย่างเป็นอันตราย ร่างกายเรายังต้องการไขมันอยู่ และยังมีโอเมก้า 3 และ 6 ที่จำเป็น และควรเน้นการกินอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว เช่น อาหารที่ส่วนผสมของถั่ว น้ำมันพืช อะโวคาโด ซึ่งไม่เพียงช่วยลดระดับไขมันเลว ยังช่วยเพิ่มดีอีกด้วย

นอกจากไขมันทรานส์ ก็ยังอยากให้หลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัวด้วย เพราะทำให้คอเลสเตอรอลในเลือดสูง โดยพบได้ในอาหารแปรรูป อาหารทอด อาหารรสหวานและเค็ม นมเต็มไขมัน ชีส เบเกอรี เป็นต้น

เราอาจจะรู้สึกว่าทำไมมันดูยุ่งยากวุ่นวายไปหมด แค่จะกินอาหารยังต้องเลือกมากขนาดนี้เลยหรอ? แต่อย่าลืมว่าร่างกายของเรามีแค่ร่างเดียวเท่านั้น เรากินอะไรเข้าไป ก็เข้าไปสะสมในร่างกายหมด เสียเวลาดูแลสุขภาพในตอนนี้นิดหน่อย ลดหรือเลิกในสิ่งที่ไม่ดีต่อสุขภาพบ้าง จะทำให้เรามีร่างกายที่แข็งแรง ไม่เจ็บป่วยได้ง่าย

เอาล่ะ บอกลาเจ้าไขมันทรานส์ซะเถอะ
แล้วอย่าลืมรักสุขภาพของตัวเองกันนะคะ
🤗

ขอบคุณข้อมูลเพิ่มเติมจาก : prevention.com


Bluebasket.market ตลาดสินค้าสุขภาพออนไลน์ของคนช่างเลือก คลิกเพื่อพบกับสินค้าธรรมชาติ ออร์แกนิก ปลอดภัย ไร้สารเคมี ที่เป็นได้ทั้งของกินของใช้ ของขวัญของฝาก ราคาพิเศษและโปรโมชั่น ให้กับทุกคนในครอบครัว

ติดตามสาระความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ ส่งตรงถึงคุณได้ที่ Facebook และ LINE: @bluebasket.market